🐢 บทที่ 6: ภาวะหัวใจเต้นช้าแบบมีชีพจร (Bradycardia)

การจัดการภาวะหัวใจเต้นช้าที่ไม่คงที่ (Bradycardia) ?

สรุปคำแนะนำการจัดการภาวะหัวใจเต้นช้าที่ไม่คงที่ (2025) :

สถานการณ์: ผู้ใหญ่ที่มีภาวะหัวใจเต้นช้า

ต่อเนื่อง และ ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา

และส่งผลให้ hemodynamically unstable (ความดันตก มีอาการช็อก)

คำแนะนำ: การใช้ Temporary transvenous pacing (การใส่สายชั่วคราวผ่านเส้นเลือดเพื่อกระตุ้นหัวใจ) เป็นวิธีการที่สมเหตุสมผล

จุดประสงค์

  1. เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ
  2. บรรเทาอาการที่เกิดจากภาวะหัวใจเต้นช้า

บทบาท: เป็นการรักษาชั่วคราว ในขณะที่รอ

การรักษาสาเหตุแท้จริงของโรค

หรือ การฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจถาวร (permanent pacemaker)

สรุปสั้นๆ: เมื่อยาใช้แล้วไม่ได้ผล และผู้ป่วยยังมีความดันตก/ช็อกจากการเต้นช้า การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจชั่วคราวเป็นทางเลือกที่ดีเพื่อประคับประคองผู้ป่วยไปจนกว่าจะได้รับการรักษาที่ถาวร

ขอเสริมรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับคำแนะนำนี้ ดังนี้

1. การตีความคำว่า "Hemodynamically Unstable" (ภาวะไม่คงที่ทาง hemodynamic)

คำนี้ไม่ใช่แค่ความดันต่ำอย่างเดียว แต่รวมถึงสัญญาณที่บ่งบอกว่าการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญลดลงอย่างรุนแรง ซึ่งอาจรวมถึง:

hypotension (ความดันโลหิตต่ำ): โดยมักหมายถึง Systolic BP < 90 mmHg หรือ Mean Arterial Pressure (MAP) < 60 mmHg

อาการของภาวะ hypoperfusion (การไหลเวียนเลือดต่ำ)

สมอง: ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง ซึมลง หมดสติ

หัวใจ: เจ็บหน้าอกจาก(หัวใจขาดเลือด)

ไต: ปริมาณปัสสาวะออกน้อย (Oliguria)

ผิวหนัง: ตัวเย็น ชื้น เหงื่อออก

อาการของหัวใจล้มเหลว: หายใจลำบาก, ฟังเสียงปอดได้เสียงกรอบแกรบ (pulmonary edema), หลอดเลือดคอโป่ง (JVD)

สรุป: หากผู้ป่วยมีแค่หัวใจเต้นช้าแต่ยังรู้สึกตัวดี ความดันปกติ ไม่มีอาการอื่นๆ อาจยังไม่จำเป็นต้องใช้ Temporary Pacing ทันที และสามารถลองใช้ยาหรือรอการรักษาถาวรได้

2. การรักษาขั้นต้นก่อนจะมาถึง Temporary Pacing (ตาม ACLS Guideline)

Transvenous Pacing เป็นขั้นตอนที่ตามมาเมื่อการรักษาขั้นต้นล้มเหลว ซึ่งได้แก่:

1. การรักษาเชิงสาเหตุ (Treat Underlying Causes): เป็นสิ่งแรกที่ต้องคิดถึงเสมอ

H's และ T's: เช่น hypoxia, hypovolemia, hypo/hyperkalemia, hypothermia, cardiac tamponade, tension pneumothorax, thrombosis (coronary/pulmonary), toxins (จากยาเช่น beta-blockers, calcium channel blockers, digoxin)

2. ยา (Pharmacotherapy):

Atropine: เป็นยาตัวแรกที่ควรพิจารณาในภาวะ Bradycardia ที่มีอาการ (โดยเฉพาะในประเภท Sinus Bradycardia หรือ AV Block ที่ระดับ nodal) ให้ขนาด 1 mg IV ซ้ำได้ทุก 3-5 นาทีจนถึงขนาดสูงสุด 3 mg

chronotropic agents (สารเร้าหัวใจ) เมื่อ Atropine ได้ผลไม่ดีหรือไม่ได้ผล:

Dopamine: เริ่มที่ 2-10 mcg/kg/min (ใช้ในช่วงที่มีอาการ hypotension ร่วม)

Epinephrine: เริ่มที่ 2-10 mcg/min

Isoproterenol: ใช้ในบางสถานการณ์ แต่ต้องระวังในผู้ป่วย cardiac ischemia

คำแนะนำนี้ระบุชัดว่า "refractory to medical therapy" หมายถึง ผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อยาข้างต้นแล้ว

3. ทางเลือกอื่นก่อน Transvenous Pacing

ก่อนจะลงมือใส่สายผ่านเส้นเลือด ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควรและต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ มักมีวิธีการชั่วคราวที่รวดเร็วกว่า:

Transcutaneous Pacing (TCP): เป็น First-line ในการกู้ชีพ สำหรับภาวะ Bradycardia ที่ไม่คงที่และไม่ตอบสนองต่อยา

: ทำได้เร็วที่สุด, ไม่ต้องอาศัยการผ่าตัด, สามารถทำได้ทันทีโดยบุคลากรทางการแพทย์ที่ผ่านการฝึกฝน

: ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายตัวมาก (ต้องใช้ยาระงับความรู้สึกหากผู้ป่วยรู้สึกตัว), ไม่สามารถใช้ได้เป็นเวลานาน

บทบาท: ใช้เป็น "สะพาน" เพื่อประคับประคองผู้ป่วยให้มีชีวิตรอด ในขณะที่เตรียมความพร้อมสำหรับการใส่ Transvenous Pacing ซึ่งมีความเสถียรและสบายสำหรับผู้ป่วยมากกว่า

4. รายละเอียดเชิงเทคนิคของ Temporary Transvenous Pacing

เส้นทางที่ใช้: มักใช้เส้นทาง Central Vein เช่น Femoral Vein, Internal Jugular Vein, หรือ Subclavian Vein

ประเภทของสาย (Electrode Catheter)

Balloon-tipped catheter: นิยมใช้เพราะลอยตามกระแสเลือดไปยัง ventricle ด้านขวาได้ง่าย

Non-balloon catheter: อาจต้องใช้การตรวจด้วย X-ray (Fluoroscopy) เพื่อช่วยนำทาง

ตำแหน่งการวาง: มักวางที่ Right Ventricular Apex เพื่อให้การกระตุ้นมีเสถียรภาพ

การตั้งค่า Pacemaker

Pacing Rate: ตั้งตามความต้องการทางคลินิก มักเริ่มที่ 60-80 ครั้ง/นาที

Output (mA): ตั้งค่าให้สูงกว่าค่า Threshold ประมาณ 2-3 เท่า เพื่อให้มั่นใจว่าการกระตุ้นได้ผล (Capture)

Sensitivity (mV): ตั้งค่าให้เหมาะสมเพื่อให้ Pacemaker รับรู้คลื่นไฟฟ้าหัวใจของผู้ป่วยเองได้ (Sense) และป้องกันไม่ให้ถูกกระตุ้นโดยคลื่นไฟฟ้าที่ไม่พึงประสงค์ (เช่น กล้ามเนื้อกระตุก)

5. ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

การใส่ Temporary Transvenous Pacing เป็นหัตถการที่รุกรานและมีภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น:

ระหว่างการใส่: Cardiac perforation, Tamponade, Pneumothorax, Arrhythmia (เช่น Ventricular Fibrillation), เลือดออก

หลังจากใส่แล้ว: การติดเชื้อ (ซึ่งรุนแรงมากหากเป็น endocarditis), การเลื่อนตำแหน่งของสาย, Thrombosis ที่เส้นเลือด, Failure to capture หรือ Failure to sense

6. ภาพรวมการจัดการ (Big Picture)

แนวทางการรักษาโดยสรุปสำหรับผู้ป่วย Bradycardia ที่ไม่คงที่ สามารถแสดงเป็นแผนภูมิได้ดังนี้:

สรุป: คำแนะนำปี 2025 นี้ ย้ำถึงบทบาทสำคัญของ Temporary Transvenous Pacing ในฐานะ "ก้าวสำคัญของการประคับประคองทางกลไก (Mechanical Bridge)" ที่มีความเสถียรและเหมาะสมสำหรับการใช้ในระยะเวลาหนึ่ง (หลายชั่วโมงถึงหลายวัน) ในผู้ป่วยที่ยารักษาไม่ได้ผลและกำลังจะเสียชีวิตจากหัวใจเต้นช้า โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการรักษาชีวิตและนำไปสู่การแก้ไขสาเหตุหรือการรักษาที่ถาวรในขั้นตอนต่อไป