ความรู้ทั่วไป·12 ตุลาคม 2569·อ่าน 6 นาที

เทคนิคจำ Ophthalmology ให้แม่น — แยกโรคตาได้ทุกข้อก่อนสอบแพทย์

สรุป Ophthalmology สำหรับสอบแพทย์ แยกตาแดง ตามัวเฉียบพลัน ต้อหิน จอตา visual field และภาวะฉุกเฉินทางตา พร้อมตารางเปรียบเทียบและเทคนิคจำ

เทคนิคจำ Ophthalmology ให้แม่น — แยกโรคตาได้ทุกข้อก่อนสอบแพทย์

จักษุวิทยา (Ophthalmology) เป็นวิชาที่นักศึกษาแพทย์หลายคนมองข้าม เพราะรู้สึกว่าเป็นวิชาเฉพาะทางและเนื้อหากระจัดกระจาย แต่ในข้อสอบ เช่น ข้อสอบรวบยอดและข้อสอบใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม โจทย์ตาออกซ้ำเป็นแพทเทิร์นเดิมๆ และมักถามเรื่อง "แยกให้ออกว่าอันไหนฉุกเฉิน" บทความนี้จะสรุปเฉพาะส่วน high-yield พร้อมตารางและเทคนิคจำ เพื่อให้คุณตอบโจทย์ตาได้อย่างมั่นใจ

1. หลักคิดก่อนอ่านโจทย์ตาทุกข้อ

โจทย์ตาเกือบทั้งหมดแก้ได้ด้วยคำถามสั้นๆ 4 ข้อ:

  1. ปวดตาไหม? (ปวดมาก = ต้องคิดถึง angle-closure, keratitis, uveitis, scleritis, optic neuritis)
  2. การมองเห็นลดลงไหม? (ลดมาก = ภาวะที่คุกคามการมองเห็น ไม่ใช่ conjunctivitis ธรรมดา)
  3. เกิดเฉียบพลันหรือค่อยเป็นค่อยไป?
  4. ตาข้างเดียวหรือสองข้าง?

กฎจำง่าย: "ตาแดง + ปวด + ตามัว = ไม่ใช่ conjunctivitis จนกว่าจะพิสูจน์ได้"

2. Red Eye — แยกสาเหตุตาแดงให้ขาด

ตาแดงเป็นหัวข้อที่ออกสอบบ่อยที่สุด ให้จำโดยใช้ 4 ตัวแปร ได้แก่ ความปวด การมองเห็น ขี้ตา และรูม่านตา

โรคอาการเด่นการมองเห็นจุดตัดสินใน exam
Viral conjunctivitisขี้ตาใส แสบ ระคายเคือง ต่อมน้ำเหลืองหน้าหูโตปกติAdenovirus ติดต่อง่าย รักษาประคับประคอง
Bacterial conjunctivitisขี้ตาเป็นหนอง เปลือกตาติดกันตอนเช้าปกติยาหยอด/ป้ายตาปฏิชีวนะ
Allergic conjunctivitisคันตามาก, cobblestone papillae (vernal)ปกติAntihistamine, mast cell stabilizer
Keratitis / Corneal ulcerปวด กลัวแสง น้ำตาไหล มีรอยขาวที่กระจกตาลดลงย้อม fluorescein ติดสี; ใส่ contact lens คิดถึง Pseudomonas; dendritic ulcer = HSV
Anterior uveitis (iritis)ปวด กลัวแสง ciliary flush รูม่านตาเล็กและรูปร่างไม่กลมลดลงเล็กน้อย-ปานกลางCells/flare ใน anterior chamber; สัมพันธ์ HLA-B27, JIA, sarcoidosis
Acute angle-closure glaucomaปวดตาและปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้อาเจียน เห็นรัศมีรอบดวงไฟลดลงมากรูม่านตาขยายครึ่งหนึ่งและไม่ตอบสนองต่อแสง กระจกตาขุ่น ลูกตาแข็ง
Episcleritisแดงเป็นหย่อม ปวดน้อยปกติหยด phenylephrine แล้วรอยแดงจางลง
Scleritisปวดลึกมาก (boring pain) ปวดร้าวตามกระดูกใบหน้าอาจลดลงPhenylephrine ไม่ช่วย; สัมพันธ์ RA, GPA
Subconjunctival hemorrhageแดงสดเป็นแผ่น ไม่ปวดปกติหายเอง 1–2 สัปดาห์ ตรวจ BP และ coagulopathy

เทคนิคจำ

  • รูม่านตา: Uveitis = เล็ก (miosis) / Angle-closure = กว้างค้าง (mid-dilated) / Conjunctivitis = ปกติ
  • ห้ามให้ topical steroid ก่อนแยก infectious keratitis โดยเฉพาะ HSV หรือเชื้อรา เพราะทำให้แย่ลง
  • Cycloplegic + steroid เป็นหัวใจของการรักษา anterior uveitis

2.1 Glaucoma: POAG vs Acute Angle-Closure

หัวข้อPrimary open-angle (POAG)Acute angle-closure (PACG)
การดำเนินโรคเรื้อรัง ไม่มีอาการเฉียบพลัน ฉุกเฉิน
Visual fieldเสียขอบนอกก่อน แล้วค่อยๆ แคบลง (tunnel vision)ตามัวเฉียบพลัน
จอประสาทตาCup-disc ratio เพิ่มขึ้น—
ปัจจัยเสี่ยงอายุมาก ประวัติครอบครัว ตาสั้น เบาหวานสายตายาว (hyperopia) เชื้อสายเอเชีย หญิงสูงอายุ ยาขยายม่านตา/ที่มีฤทธิ์ anticholinergic หรืออยู่ในที่มืด
การรักษายาหยอดลด IOP (ลำดับแรกมักเป็น prostaglandin analog) ตามด้วยเลเซอร์/ผ่าตัดลด IOP ฉุกเฉิน แล้วทำ laser peripheral iridotomy

ยาลดความดันตา: จำกลไกและผลข้างเคียง

  • Prostaglandin analog (latanoprost): เพิ่ม uveoscleral outflow ผลข้างเคียงคือขนตายาว สีม่านตาเข้มขึ้น
  • Beta-blocker (timolol): ลดการสร้าง aqueous humor ระวังใน asthma/COPD, bradycardia, heart block
  • Alpha-2 agonist (brimonidine): ลดการสร้างและเพิ่ม outflow ระวังในเด็กเล็ก (ง่วงซึม)
  • Carbonic anhydrase inhibitor (acetazolamide, dorzolamide): ลดการสร้าง aqueous ระวังในผู้แพ้ sulfa และเกิด metabolic acidosis, นิ่วในไต
  • Pilocarpine: ทำให้ม่านตาหดและเปิดมุมตา ใช้ใน angle-closure
  • Osmotic agent (mannitol): ใช้ฉุกเฉินเมื่อ IOP สูงมาก

Acute angle-closure: ห้ามใช้ยาขยายม่านตา เพราะทำให้มุมตาปิดมากขึ้น

3. ตามัวเฉียบพลัน (Sudden Vision Loss) — แยกตามความปวด

3.1 ตามัวเฉียบพลัน "ไม่ปวด"

โรคKeyword ในโจทย์Fundusแนวทาง
CRAOมองไม่เห็นทันทีข้างเดียว มี afib/carotid diseaseจอตาซีดขาว + cherry-red spot ที่ maculaฉุกเฉิน ประเมินแหล่ง embolus และ GCA
CRVOHT, DM, อายุมาก"Blood and thunder": เลือดออกทั่วจอตา หลอดเลือดดำโป่งคดเคี้ยวAnti-VEGF ถ้ามี macular edema, ควบคุมโรคร่วม
Retinal detachmentFlashes, floaters, ม่านดำบังภาพ; ตาสั้นมาก หลังผ่าตัดต้อกระจก หรือถูกกระแทกจอตาลอกเป็นลอนผ่าตัด ต้องรีบส่งจักษุแพทย์
Vitreous hemorrhageเห็นจุดดำ/เงาลอยมากขึ้นทันที, PDRมองจอตาไม่ชัดหาสาเหตุ (PDR, tear)

3.2 ตามัวเฉียบพลัน "ปวด" หรือมีอาการร่วม

  • Optic neuritis: หญิงอายุน้อย ปวดเวลากลอกตา สีซีดจาง (color desaturation) central scotoma และมี RAPD ส่ง MRI เพราะสัมพันธ์กับ multiple sclerosis รักษาด้วย IV methylprednisolone
  • Giant cell arteritis (arteritic AION): อายุ >50 ปี ปวดขมับ ปวดกรามเวลาเคี้ยว (jaw claudication) กดเจ็บหนังศีรษะ ESR/CRP สูง ร่วมกับ PMR ได้ เริ่ม high-dose steroid ทันทีโดยไม่รอผล temporal artery biopsy เพื่อป้องกันตาบอดอีกข้าง
  • Acute angle-closure: ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น

เทคนิคจำ: เห็น "cherry-red spot" ให้คิด CRAO แต่ถ้าเจอใน เด็ก ให้คิด lysosomal storage disease เช่น Tay-Sachs และ Niemann-Pick ด้วย

4. Retina และโรคทางระบบที่ตรวจพบในตา

4.1 Diabetic Retinopathy

ระยะลักษณะการรักษา
Non-proliferative (NPDR)Microaneurysm, dot-blot hemorrhage, hard exudate, cotton wool spot; ระยะรุนแรงมี venous beading และ IRMAควบคุมน้ำตาล ความดัน ไขมัน ติดตามใกล้ชิด
Proliferative (PDR)Neovascularization ที่ disc/retina → vitreous hemorrhage, tractional detachmentPanretinal photocoagulation (PRP) และ/หรือ anti-VEGF
Diabetic macular edemaตามัวส่วนกลางAnti-VEGF intravitreal ± focal laser

Screening: เบาหวานชนิดที่ 2 ตรวจตาตั้งแต่วินิจฉัย ส่วนชนิดที่ 1 ตรวจหลังเป็นประมาณ 5 ปี และตรวจทุกปีหากไม่พบรอยโรค ส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวานมาก่อนต้องตรวจตั้งแต่ไตรมาสแรก

4.2 Hypertensive Retinopathy

  • Arteriolar narrowing, AV nicking, copper/silver wiring (เรื้อรัง)
  • Flame hemorrhage, cotton wool spot
  • Papilledema = hypertensive emergency (malignant hypertension, Keith-Wagener-Barker grade IV)

4.3 Age-related Macular Degeneration (AMD)

  • Dry (atrophic): พบบ่อยกว่า เห็น drusen ค่อยๆ มัว ใช้ AREDS supplement ชะลอโรคในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง
  • Wet (neovascular): choroidal neovascularization ภาพบิดเบี้ยว (metamorphopsia) เห็นเส้นตรงเป็นคลื่น ตรวจด้วย Amsler grid รักษาด้วย intravitreal anti-VEGF

5. ต้อกระจกและเลนส์ตา

ต้อกระจกเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของตาบอดที่แก้ไขได้ทั่วโลก รักษาด้วย phacoemulsification + IOL

  • Nuclear sclerosis: เห็นใกล้ดีขึ้นชั่วคราว (second sight) สายตาสั้นเพิ่ม (myopic shift)
  • Posterior subcapsular: glare ตอนกลางวัน อ่านหนังสือลำบาก สัมพันธ์กับ steroid, เบาหวาน, การอักเสบเรื้อรัง
  • Cortical: ลักษณะซี่ล้อ (spoke-like)
  • Congenital cataract: ไวรัส TORCH (โดยเฉพาะ rubella), galactosemia ต้องรีบผ่าตัดเพื่อป้องกัน amblyopia

6. จักษุวิทยาเด็ก

6.1 Leukocoria (white pupillary reflex)

ต้องคิดถึง retinoblastoma ก่อนเสมอ (RB1 gene, tumor suppressor) ส่วนสาเหตุอื่นที่ต้องแยก: congenital cataract, retinopathy of prematurity, Coats disease, Toxocara endophthalmitis, persistent fetal vasculature ทารกแรกเกิดทุกคนควรได้รับการตรวจ red reflex

6.2 Strabismus และ Amblyopia

  • ตรวจ Hirschberg test (corneal light reflex) และ cover test
  • Amblyopia คือการมองเห็นลดลงจากสมองไม่พัฒนา ไม่ได้มาจากพยาธิสภาพของตา รักษายิ่งเร็วยิ่งดีในช่วงวัยเด็กตอนต้น ด้วยการแก้สายตาและปิดตาข้างที่ดี (patching)
  • Pseudostrabismus ในทารกที่สันจมูกกว้างนั้นพบได้บ่อย Hirschberg จะสมมาตร

6.3 Ophthalmia neonatorum — จำตามวันที่เกิดอาการ

สาเหตุเริ่มมีอาการ
Chemical (silver nitrate)วันที่ 1
Neisseria gonorrhoeaeวันที่ 2–5 (หนองมาก รุนแรง ทำให้กระจกตาทะลุได้ ต้องให้ systemic ceftriaxone)
Chlamydia trachomatisวันที่ 5–14 (ให้ oral macrolide ไม่ใช่เฉพาะยาหยอด; ระวัง pneumonia)
HSVวันที่ 6–14 (มี vesicle ที่เปลือกตา ให้ acyclovir)

6.4 Retinopathy of Prematurity (ROP)

เกิดในทารกคลอดก่อนกำหนดและน้ำหนักน้อย ได้รับออกซิเจนนาน ต้องตรวจคัดกรองตามเกณฑ์ที่ใช้ในแต่ละสถาบัน (เช่น น้ำหนักแรกเกิด ≤1,500 g หรืออายุครรภ์ต่ำตามเกณฑ์) รักษาด้วย laser หรือ anti-VEGF

6.5 Nasolacrimal duct obstruction

ทารกน้ำตาไหลและมีขี้ตาตั้งแต่เดือนแรกๆ ส่วนใหญ่หายเองภายใน 1 ปี รักษาด้วยการนวด lacrimal sac และทำความสะอาด หากไม่หายจึงส่ง probing

7. ภาวะฉุกเฉินทางตา (Eye Emergencies)

ภาวะสิ่งที่ต้องทำก่อน
Chemical burn (alkali แย่กว่า acid)ล้างตาทันทีด้วยน้ำ/NSS ปริมาณมาก จนค่า pH เป็นกลาง (ประมาณ 7.0–7.4) ก่อนซักประวัติ
Open globe injuryปิดตาด้วย rigid shield ห้ามกดลูกตา ห้ามหยอดหรือป้ายยาที่ไม่จำเป็น NPO ให้ยาปฏิชีวนะ tetanus prophylaxis ส่งจักษุแพทย์ ใน Seidel test เห็นน้ำไหลออกที่ฟลูออเรสซีน
Hyphemaยกศีรษะสูง ปิด shield หลีกเลี่ยง aspirin/NSAIDs ระวังใน sickle cell
Orbital cellulitisปวดเมื่อกลอกตา ตาโปน กลอกตาจำกัด ตามัว RAPD → CT orbit + IV antibiotics (preseptal cellulitis ไม่มีอาการเหล่านี้)
Endophthalmitisมักเกิดหลังผ่าตัด/บาดเจ็บ ปวด ตามัว hypopyon → intravitreal antibiotics
CRAO / GCA / Acute angle-closureตามหัวข้อที่กล่าวมา

8. Pupil และ Visual Field — ข้อสอบชอบถาม

8.1 ความผิดปกติของรูม่านตา

  • RAPD (Marcus Gunn pupil): ตรวจด้วย swinging flashlight เมื่อส่องตาข้างที่ผิดปกติ รูม่านตาจะขยายแทนที่จะหด พบใน optic neuropathy หรือ retinal disease รุนแรง ต้อกระจกไม่ทำให้เกิด RAPD
  • Horner syndrome: ptosis เล็กน้อย + miosis + anhidrosis
  • CN III palsy: ตาเหล่ลงล่างและออกนอก (down and out) ptosis; ถ้ารูม่านตาขยายต้องคิดถึง compressive lesion เช่น posterior communicating artery aneurysm ส่วนจาก diabetes มักเป็น pupil-sparing
  • Argyll Robertson pupil: ไม่ตอบสนองต่อแสงแต่ตอบสนองต่อการเพ่งมอง (accommodation) ("prostitute's pupil" – syphilis)
  • Adie tonic pupil: รูม่านตาขยาย ตอบสนองต่อแสงช้า มักพบในหญิงอายุน้อย

8.2 Visual Field Defects

ตำแหน่งรอยโรคVisual field defect
Optic nerveตาบอดข้างเดียวกัน (monocular)
Optic chiasm (เช่น pituitary adenoma)Bitemporal hemianopia
Optic tractContralateral homonymous hemianopia
Temporal lobe (Meyer loop)Superior quadrantanopia ("pie in the sky")
Parietal lobeInferior quadrantanopia ("pie on the floor")
Occipital lobe (PCA stroke)Contralateral homonymous hemianopia with macular sparing

เทคนิคจำ: "PITS" — Parietal-Inferior, Temporal-Superior

9. โรคอื่นที่ควรรู้

  • Hordeolum vs Chalazion: hordeolum = ติดเชื้อต่อมเปลือกตา เจ็บ แดง (ประคบอุ่น ± ยาปฏิชีวนะ) / chalazion = ก้อนไม่เจ็บจากการอุดตันของ meibomian gland (ประคบอุ่น ถ้าไม่หายเจาะระบาย)
  • Dacryocystitis: ปวดบวมแดงบริเวณหัวตาด้านใน
  • Pterygium: เนื้อเยื่อรูปสามเหลี่ยมลุกลามจากหัวตาเข้ากระจกตา สัมพันธ์กับ UV และลม
  • Thyroid eye disease: Graves → ตาโปน lid retraction lid lag; สูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยง; ภาวะ compressive optic neuropathy ต้องเร่งรักษา
  • Trachoma: Chlamydia trachomatis serotypes A–C สาเหตุของตาบอดจากการติดเชื้อ ใช้กลยุทธ์ SAFE (Surgery, Antibiotics, Facial cleanliness, Environmental improvement)
  • Refractive errors: Myopia แก้ด้วยเลนส์เว้า (concave) / Hyperopia ใช้เลนส์นูน (convex) / Presbyopia ใช้เลนส์นูนสำหรับอ่านหนังสือ

10. แผนทบทวน Ophthalmology ก่อนสอบ

  1. วันที่ 1: ตาแดง + glaucoma — ท่องตารางแยกโรค แล้วปิดตารางลองเขียนจากความจำ
  2. วันที่ 2: ตามัวเฉียบพลัน + retina (CRAO, CRVO, RD, DR) — ดูภาพ fundus ให้ชิน
  3. วันที่ 3: Pupil, visual field, neuro-ophthalmology
  4. วันที่ 4: จักษุเด็ก + ภาวะฉุกเฉิน
  5. วันที่ 5: ทำโจทย์รวม แล้วจดข้อที่ผิดซ้ำๆ

การทำโจทย์ปริมาณมากช่วยให้คุณจับแพทเทิร์น "ตาแดงปวด" "ตามัวเฉียบพลัน" และ "visual field" ได้เร็วขึ้นมาก ฝึกทำข้อสอบจักษุวิทยาแบบแยกหมวดได้ที่ ระบบฝึกโจทย์ของหมอรู้ หรือจับเวลาจำลองสถานการณ์จริงที่ หน้าข้อสอบ สำหรับผู้ที่ต้องการฝึกการซักประวัติและวางแผนการรักษาแบบ clinical reasoning ลองดู Long Case และเลือกแพ็กเกจที่เหมาะกับคุณได้ที่ หน้า Pricing

สรุป

Ophthalmology ไม่ได้ยากถ้าจัดระบบความคิดถูกวิธี: เริ่มจาก ปวดหรือไม่ปวด มัวหรือไม่มัว เฉียบพลันหรือเรื้อรัง แล้วจับ keyword เฉพาะโรค เช่น cherry-red spot, blood and thunder, jaw claudication, bitemporal hemianopia ที่สำคัญคือ ต้องแยก "ภาวะที่รอได้" ออกจาก "ภาวะที่ตาบอดได้ภายในชั่วโมง" ให้ชัดเจน ทบทวนตารางในบทความนี้ซ้ำๆ แล้วเสริมด้วยการทำโจทย์จริง คุณจะตอบข้อสอบตาได้ทุกข้ออย่างมั่นใจ

เริ่มฝึกสอบกับหมอรู้ได้เลย

ข้อสอบ MEQ + MCQ 3,000+ ข้อ + Long Case กับ AI — เริ่มต้นฟรี